getsunova

getsunova โดนทัวร์ลงหลายคันรถ หลังโพสต์อ้างอิงลิซ่า BLACKPINK

getsunova

getsunova

getsunova โดนทัวร์ลงหลายคันรถ หลังโพสต์อ้างอิงลิซ่า BLACKPINK ล่าสุดลบโพสต์และขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทำเอารถทัวร์คว่ำใส่วงเก็ตสีโนวาโครมใหญ่

หลัง เพจ getsunova ได้โพสต์ข้อความ “ภูเก็ตจ้างลิซ่า ไม่สนใจจ้าง getsunova ไปด้วยหรอครับ” งานนี้เล่นเอาโดนวิพากษ์วิจารณ์ยับต่อสิ่งที่โพสต์ออกไป ทำให้ล่าสุดทางเพจต้องลบโพสต์และออกมาขอโทษต่อเรื่องที่เกิดขึ้น

โดยล่าสุด เพจ getsunova ได้ลบข้อความที่เป็นประเด็นออก พร้อมกับโพสต์ขอโทษต่อเรื่องที่เกิดขึ้นว่า “ทางเราขออนุญาตลบโพสต์ภูเก็ต เนื่องจากทางเราเกรงว่าอาจจะทำให้แฟนคลับน้องลิซ่าเกิดความไม่สบายใจที่อ้างอิงถึง ต้องขออภัยทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ”

“ส่วนข้อความในโพสต์ดังกล่าวเราแค่อยากจะบอกทุกคนว่าอยากกลับไปเล่นดนตรีแล้วครับ”

ท่ามกลางแฟนๆ ที่เข้ามาส่งกำลังใจและแสดงความคิดเห็นกันมากมาย

 

 

ในวันนี้หากพูดชื่อวงดนตรีวงหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘Getsunova’ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวงดนตรีเจ้าของบทเพลงฮิต ‘ไกลแค่ไหนคือใกล้’ ที่มีเอกลักษณ์จากการตั้งชื่อเพลงและการเล่าเรื่องในบทเพลงที่มีความย้อนแย้งแต่กลมกลืนและเข้าถึงง่าย

หากพูดถึงแบ็กกราวด์ชีวิตของสมาชิก Getsunova ทั้ง 4 หลายคนอาจคิดว่าชีวิตที่ร่ำรวยและสวยงามด้วยกลีบกุหลาบของพวกเขานั้นคงเป็นการง่ายที่จะทำอะไรก็ได้แม้กระทั่งการทำอัลบั้มเพลงสักอัลบั้ม แต่ในความเป็นจริงแล้วเส้นทางแห่งกุหลาบที่พวกเขาดุ่มเดินกลับเต็มไปด้วยขวากหนามที่ต้องฟันฝ่าด้วยตัวเอง วันคืนพ้นผ่านเนิ่นนานกับบททดสอบที่ผู้มีใจกล้า อดทน และรักในสิ่งที่ทำอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะผ่านมันไปได้

พบกับเรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางแห่งเสียงดนตรีของ เนม และ นต และเส้นทางการต่อสู้ของวงดนตรียอดนิยมที่มีชื่อว่า ‘Getsunova’ ที่แต้มต่อใด ๆ ก็ไม่อาจช่วยสร้างความนิยมได้ทั้งนั้นนอกจากความมุ่งมั่นของพวกเขาเอง

 

เราเป็นคุณหนูมั้ยตอนเด็ก ๆ

ก็ยอมรับว่าเป็น เพราะว่าตั้งแต่จำความได้ ทุกคนที่เนมเจอไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือคนที่อายุมากกว่าก็จะเรียกเนมว่า ‘คุณเนม’ เสมอ จนถึงทุกวันนี้แม้แต่เพื่อนพ่อแม่เนมหรือเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันก็ยังเรียกอยู่ว่า ‘คุณเนม’ ผมเติบโตมาในครอบครัวที่เจอบุคลากร S&P ก็จะเรียกเราว่า ‘คุณเนม’ ก็เลยยอมรับว่าค่อนข้างคุณหนูเหมือนกัน

 

มันเป็นข้อดีข้อเสียอะไรมั้ยครับ อย่างเวลาไปเจอเพื่อนในโรงเรียนที่บางคนอาจจะมีความเรื้อนกว่าเรา

เนม : สมัยประถมจะไม่ค่อยเป็นเด็กที่ลุยหรือขี้เล่นจนถึงโต อยู่ในโซนของตัวเอง เราจะมีความนิ่ง ไม่ค่อยพูดเยอะ พ่อแม่ก็เลี้ยงแบบทะนุถนอม มีคนรถไปส่ง แต่เราก็เห็นเพื่อนคนอื่นเค้าดูเหมือนพ่อแม่ปล่อยกว่าเนม คนอื่นเค้าจะมีความลุยกว่า มันเริ่มรู้ตอนโตเวลาเพื่อนคนอื่นอยู่กับพ่อแม่ คนดู relax กว่าเวลาเนมอยู่กับพ่อแม่ มันควรจะสนิทกว่านี้ บางอย่างก็คุยกับพ่อแม่ไม่ได้หมด

นต : บ้านผมก็เป็นนักธุรกิจ แต่ก็ไม่ถึงขนาดคุณหนู พี่เนมจะเจอเรียกว่าคุณเนม แต่ของผมจะเจอเรียกว่า ‘คุณน้อง’ ทุกวันนี้แม่บ้านที่อายุเด็กกว่าผมก็ยังเรียกผมว่าคุณน้อง พนักงานที่ออฟฟิศก็เรียกว่าคุณน้อง เหมือนเป็นคำที่เค้าเรียกตาม ๆ กันมา คุณพ่อนตก็เป็นอาจารย์สอนศิลปะที่จุฬา ฯ เค้าก็จะมีความปล่อยเลย สบาย ๆ ลูกอยากกระโดดเล่นคลองหลังบ้านก็ไปเลย แต่ถ้าแม่มาก็นะ …โอเค ๆ

 

การมีส่วนผสมของความเป็นนักธุรกิจและศิลปินภายในบ้านมันมีส่วนช่วยเราอย่างไรบ้างรึเปล่า

นต : ก็ใช่นะครับ เหมือนเข้าใจทั้งสองโลก เข้าใจทั้งสองมุม คุณแม่และญาติ ๆ ก็เรื่องระเบียบไม่แพ้ทางพี่เนม แต่จะมีคุณพ่อที่ปล่อยเรา เราก็เลยได้บาลานซ์ทั้งสองฝ่าย พอเจอคนบุคคลแบบไหนก็จะรู้ว่าเราควรวางตัวยังไง

เนม : เนมจะมาเรียนรู้การอยู่ในโลกแบบลุย ๆ ตอนเนมโตแล้ว เพราะจะได้เจอคนเยอะ อย่างตอนมาทำงานตรงนี้

เนมไปเรียนต่างประเทศเร็วมากใช่มั้ยครับ

เนม​ : ใช่ครับ ไปตั้งแต่จบ ป. 4 ยังไม่สิบขวบเลยครับ พ่อแม่ส่งไปอังกฤษ เป็นผู้ดีอังกฤษ เป็นโรงเรียนประจำ อยู่ใกล้ ๆ  ปราสาทวินด์เซอร์เลย แต่งเครื่องแบบ ผูกเนกไททุกวัน พอเข้าแฮโรลด์สคูลมีแยกบ้านเหมือนแฮรี่ พอตเตอร์ (แฮรี่ พอตเตอร์ก็ถ่ายทำที่นี่) ระเบียบมากต้องใส่หมวกฟาง tail coat วันธรรมดาก็ใส่เนกไท สูท เต็มทุกวัน เหมือนดูเป็นคนเรียบร้อย แต่จริง ๆ เราก็มีแอบลงไปซื้อเหล้าแล้วเอามาขายเพื่อนที่โรงเรียน จนถึงขั้นเพื่อนที่มาซื้อดื่มกันจนครูจับได้และโดนไล่ออก แล้วก็จะมีพวกมาม่า cup noodles เราขาย 1 ปอนด์ต่อคัพเลย เอามาจากเมืองไทย ถือว่าเป็นช่วงเกเรนิดนึงตอนนั้น

นต : นตไปตอนประมาณ ม. 3 ครับ ตอนนั้นก็ประมาณ 14-15 จริง ๆ ตอนนั้นก็ตั้งวงกับไปร์ท (มือกลอง Getsunova) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เล่นมาด้วยกันตั้งแต่ ม. 1 แต่ตอนที่ผมจะไปเมืองนอกตอน ม. 3 ผมมีเพื่อนสนิทอีกคนนึงที่สนิทกันมาก โคตรรักกันเลย แล้วเค้าจะไปเรียนอังกฤษพอดี เราก็เฮ้ยเพื่อนจะไป เราก็เลยไปด้วย แล้วปรากฏว่าเพื่อนเทไปอเมริกา เราเลยเซ็งเลย แต่มีข้อดีคือมันก็เลยฝากเพื่อนคนนึงไว้ ซึ่งต่อมากลายเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตคนนึงก็คือ นาฑี (มือกีตาร์ Getsunova) ตอนนั้นนาฑีมันก็คูลที่สุดของเด็กไทยในอังกฤษเลย เพื่อนผู้หญิงก็เยอะ เพื่อนผู้ชายก็มีเป็นแก๊ง ใครอยากจะเข้าแก๊งนี้ก็ต้องมาหานาทีเลย ทุกคนก็เรียนโรงเรียนประจำ พอเวลาเสาร์-อาทิตย์ก็มาเจอกัน ใครจะนั่งโต๊ะที่มีนาฑีอยู่ได้เนี่ยต้องกินเหล้าดวลกับมันอ่ะ ต้องมีดวลช็อตสู้กัน อย่างผมเป็นรุ่นน้องเวลาเข้ามาก็จะต้องกินช็อตกันกี่ช็อตเหมือนรับน้อง กินแอปซินธ์ ใครกินได้ก็ผ่านเข้ารอบ อยู่ด้วยกันได้ (หมายเหตุ : Absinthe แอบซินธ์ หรือ แอบแซ็งธ์ คือ เหล้าชื่อดังอันทรงพลังที่คอเหล้าทั้งหลายรู้จักกันดี คิดค้นขึ้นโดยนายแพทย์ชาวฝรั่งเศส ปิแยร์ โอร์ดิแนร์ ความแรงของแอบซินธ์อยู่ระหว่าง 50–75 ดีกรี แต่ส่วนใหญ่แล้วจะกลั่นให้อยู่ที่ 60 ดีกรี คำว่า Absinthe มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน “Absinthium” ที่มาจากภาษากรีก “Apsinthion” แปลว่า “ไม่สามารถดื่มได้” )

ช่วงเวลาแถว ๆ นั้นรึเปล่าที่เนมกลับมาออกอัลบั้มที่เมืองไทย

เนม : ใช่ครับ คือต้องใช้คำว่าโชคดีด้วย ผมต้องยอมรับตรงนี้ว่าคุณพ่อหรือคุณน้าผมเป็นเพื่อนสนิทของคุณ บุษบา ดาวเรือง แล้วก็อยู่ดี ๆ ก็ได้ทำอัลบั้มกับกรีนบีน (เป็นค่ายสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ของแกรมมี่) มีพี่อาร์มเป็นคนดูแล (ผู้บริหาร White Music ที่ Getsunova ทำงานด้วยในปัจจุบัน) ผมไม่รู้ว่าผมทำได้ยังไง แต่ผมจำได้ว่าผมต้องทะเลาะกับพ่อแม่หนักมากเพื่อมาออกอัลบั้ม เพราะผมต้องหยุดเรียนไปปีนึง ตอนเรียนที่เมืองนอกตอนนั้นมันจะมี option ให้เราเลือกเทค Gap Year ซึ่งเราสามารถที่จะเลือกไปไหนก็ได้ในปีนั้น ไปเดินทางรอบโลก ฝึก work experience ที่นี่ที่นั่น เราเลยเลือกที่จะเป็นนักร้อง เลยทะเลาะกับพ่อแม่หนักมาก ร้องไห้ร้องห่มสู้กันเลย เหมือนเค้ากลัวว่าเราจะไม่กลับไปเรียนต่อ

นต : ซึ่งถ้าตอนนั้นดังก็คงไม่กลับไปเรียนจริง ๆ น่ะ

เนม : นั่นสิ โชคดีนะที่ไม่ดัง (หัวเราะ) เป็นอัลบั้มที่ผมงงมากเลย นี่ก็เกือบจะ 20 ปีแล้ว

 

ผมจำได้ว่าซิงเกิลแรกคือเพลง ‘Princo’ ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อของ CD-R สุดฮิตในยุคที่พวกเราไรท์ซีดีกัน ในตอนนั้นทำงานกันยังไง

เนม : ผมจะมีทีมโปรดิวเซอร์ จำได้ว่าตอนนั้นผมอยากจะเป็นบริตพอป ผมมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อเพลงหลายเพลงอยู่เหมือนกัน แต่ในเรื่องของดนตรีผมเองก็ยังแต่งเองไม่เป็นหรอก เค้าก็เหมือนทำเพลงมาให้ คือตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงดีไม่ดี แต่มีคนทำให้เราแล้วตั้ง 10 เพลง เราก็ร้องไปดิ เอาดิวะ บางเพลงมันดีนะอัลบั้มนั้นน่ะ

นต : ที่จริงมันดีนะครับ ผมว่ามันดีนะ

ป๋าเต็ด : จริง ๆ ซาวนด์มันต่างจากเพลงแกรมมี่ในยุคนั้นด้วยซ้ำไป มันมีอะไรแบบที่ก็ไม่ได้แมส และก็ไม่แมสจริง ๆ (หัวเราะ)

เนม : มันมีความขาด ๆ เกิน ๆ ด้วยลุคของเนมในตอนนั้น ที่มีทีม PR เค้าจับแต่งตัวใส่แว่นหนาเตอะขอบดำอะไรอย่างนี้ แล้วผมยาวรากไทร คือมันคงไม่ใช่ลุคที่เมืองไทยต้องการในตอนนั้น

 

นต : ผมว่ามันกลาง ๆ ไปมันไม่สุดไปฝั่งอินดี้เลย และมันก็ไม่ได้สุดมาฝั่งเมนสตรีมนะ

ป๋าเต็ด : นี่มันก็เป็นปัญหาเลย ที่เราอยู่ตรงกลาง ๆ มันก็เลยทำให้ฝั่งอินดี้ก็ไม่เอา ฝั่งเมนสตรีมก็ไม่เอาอีก

เนม : อีกอย่างนึงผมว่าประเด็นหลักเลยที่ผมต้องพูดเลยว่าที่มันไม่ success มันอยู่ที่ตัวผมนี่ล่ะ คือ หนึ่งเลยเสียงร้องของเนมตอนนั้น มันยังไม่ใช่แบบที่คนรู้จักในทุกวันนี้ เสียงร้องเนมตั้งแต่นั้นมาจนถึงก่อน ‘ไกลแค่ไหนคือใกล้’ มันไม่ใช่แบบที่ทุกคนจำได้ แล้วก็จะมีคนวิจารณ์เยอะเรื่องเสียงเนมตั้งแต่ไหนแต่ไรเลย และเราเป็นคนที่ค่อนข้าง self เรื่องร้องเพลง เพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องเป็นคนที่ร้องเพลงเก่งมาก (เช่น คุณ วิฑูร ศิลาอ่อน) แล้วพ่อก็เป็นคนชอบเล่นดนตรีมาก่อน แล้วเราไปเรียนเมืองนอก แล้วเราอยู่ใน Choir ที่ได้ร้องเพลงในโบสถ์ที่ได้คัดเลือกจากทั้งโรงเรียนไปอยู่ แล้วได้มาทำงานที่เราควรจะภูมิใจแต่กลับถูกคนวิจารณ์เราเยอะ ถึงขนาดมีรุ่นพี่คนนึงมาเล่าให้ฟังว่าพี่เปี๊ยกดีเจสยามถึงขนาดเดินมาบอกรุ่นพี่ผมตอนที่กำลังเลือกซื้อซีดีว่า แผ่นนี้อย่าซื้อ ไม่ต้องซื้อ ! (หัวเราะ)

ป๋าเต็ด : แล้วหลังจากนั้นได้เคลียร์กับพี่เปี๊ยกมั้ยครับ

เนม : ได้เคลียร์ครับ พี่เปี๊ยกก็บอกว่าตอนนั้นมึงร้องแย่จริง อะไรประมาณนั้น เว็บสล็อต

 

 

แล้วเรายอมรับรึเปล่าว่าตอนนั้นเรายังไม่ถึง

เนม : ยังไม่ถึง แล้วก็ผมจะร้องเพราะ ตอนที่เสียงยังไม่แตกเป็นโซปราโนอะไรแบบนี้ พอแตกปุ๊บเนี่ย เสียงพูดมันก็จะมีความเป็นเป็ด ๆ อยู่แล้ว เลยหาช่องไม่ถูก ยังไม่เจอช่องที่มันใช่ พอกลับมาฟังแล้วมันก็ไม่เพราะจริง ๆ

นต : เพลง ‘รูปที่ยังวาดไม่เสร็จ’ นั่นน่ะดี พี่เนมเขียนเองด้วย อันนั้นน่ะผมแนะนำ

 

ได้เขียนไปกี่เพลงครับตอนนั้น

เนม : มี 4 เพลงครับ มีแพลงนึงชื่อ ‘แพนด้า’ แล้วก็มีเพลง ‘รูปที่ยังวาดไม่เสร็จ’ ‘Please Hold My Hand’ มันเขิน (หัวเราะ) แล้วก็อีกเพลงนึงชื่อ ‘So What’s Your Name?’ ก็น่าจะเขียนเอง

นต : พูดชื่อมา มันก็น่าจะเขินจริง ๆ  (หัวเราะ)

เสียใจมั้ยที่การทำงานครั้งนั้นมันไม่เวิร์ก

เนม : ไม่ได้ถึงกับเสียใจแต่มันเป็นความอายในตัวเองบางอย่างมากกว่า คือมันอายเพื่อน อายคนที่เห็นเรา เพราะตอนนั้นเรายังเด็ก มีคนวิจารณ์แล้วเราก็คิดเยอะ แต่ไม่ถึงกับโศกเศร้า มันเฟลอ่ะ คิดว่ามันจะเท่มีอัลบั้มของตัวเอง มีแผ่นคาราโอเกะ เฮ้อ เสียดายไม่อยากจะอวด เพื่อนฝรั่งก็ถามเป็นไงมีอัลบั้ม

มันส่งผลให้อยากทำเพลงต่อหรือเปล่า

เนม : ส่งผลให้อยากทำเพลงต่อ เพราะว่าหนึ่งเลยเราอยากมีวงเป็นของตัวเอง เรารู้สึกว่าเรามีอะไรที่อยาก offer มากกว่านี้ ภาพที่เราเห็นมันมากกว่านี้

 

และนี่ก็คงเป็นจุดเริ่มต้นของ Getsunova ตอนนั้นมันเริ่มต้นได้ยังไงครับ

นต : ช่วงที่เค้าปล่อยอัลบั้มนี้ออกมา เราก็เหมือนเป็นกองเชียร์อยู่แล้วนะ เหมือนพี่เนมเค้าก็มาขายฝันเราไว้ ‘เนี่ยเดี๋ยวพออัลบั้มนี้จบนะ กูจะมาพวกมึงเข้ามาแกรมมี่’

เนม : เฮ้ยสบายรู้จักเค้า เข้ามาเลย (หัวเราะ)

นต : ก็เริ่มทำเดโมเลย แต่ว่าแน่นอนมันก็มี ไอ้จุดที่พี่เนมเค้าบอกว่า อันนี้มันยังไม่ใช่ มันก็เลยเป็นการบ้านของวงว่าอะไรที่ใช่ เราก็จะทำให้มันเป็นบริตร็อก หรืออินดี้บริตให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วเราอยู่กันที่อังกฤษก็เริ่มจากการไปดูคอนเสิร์ตด้วยกันก่อน มันก็ดูตลกดีที่เราเริ่มจากการดูคอนเสิร์ตก่อนที่จะเริ่มแต่งเพลง เราก็เริ่มคุยกันว่าชอบวงอะไร แน่นอนยุคนั้นก็มี The Libertines , Arctic Monkeys ก็คือ reference หลักชอบ

 

เนม : The Strokes !

นต : ถูกเลย แล้วก็เราก็ทำเดโมอะไรกันมาหลาย ๆ เพลง ก็ทำกันอยู่เยอะหลายรอบนะ ก็ยังมีกลุ่มโปรดิวเซอร์เก่าที่ทำเพลงกับพี่เนม เราก็เอาเพลงที่ทำนี่ล่ะไปส่งเค้า แล้วก็ทำเดโมไปส่งค่ายสนามหลวง

เนม : นี่ผมก็เลยอยากถามป๋าเต็ดว่า…

ป๋าเต็ด : คือจะถามว่ามาเจอผมได้ยังไงใช่มะ ก็ดีเหมือนกัน ก็เมื่อกี๊ก็เพิ่งคุยกันว่า เราทำงานด้วยกันตอนอยู่สนามหลวง แต่เราไม่มีโอกาสได้คุยกันแบบนี้เลยเนอะ มันจะเป็นแบบนัดมาเจอกันแล้วก็คุยกันนิดนึง จุดเริ่มต้นมันหยั่งงี้ มีวันนึงผมนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานในสนามหลวง ตอนนั้นผมกลับจากแฟต เรดิโอ กลับมาทำแกรมมี่ อากู๋ให้มาทำสนามหลวง ระหว่างนั้นก็มีโทรศัพท์มาอากู๋โทรมา อากู๋พอเค้านึกอะไรออกเค้าจะโทรเลย แล้วเสียงฟังดูรู้ว่ากำลังประชุมนั่งหัวโต๊ะอยู่เลย เค้าก็บอกว่า ‘เต็ด มันมีวงนึงส่งเดโมมาลองเอาไปดูซิ เผื่อว่ามันจะเข้ากับสนามหลวง’ ผมก็ไปรับแผ่นมา ปกติวันนึงเราจะฟังเดโมกันเยอะมาก แล้วแผ่นเดโม Getsunova แผ่นนั้นน่าเสียดายที่ตอนนี้ผมหามันไม่เจอ ด้วยความที่มันเป็นแผ่น Princo CD-R มาเลย แต่มันไม่ได้มาแค่เพลง มันเหมือนกับมีภาพถ่าย มี look book แบบพวกผมจะแต่งตัวแบบนี้อ่ะ แล้วเหมือนไปถ่ายที่บ้านนาฑีด้วยใช่มั้ย

เนม / นต : ใช่ ๆ ๆ ครับ จ้างตากล้องมาเลย พี่เชนมาเลย

ป๋าเต็ด : โห เชน ตอนนั้นก็ถ่ายปกแฮมเบอร์เกอร์ A day อะไรอย่างนี้นะ ปกติเดโมมันจะเป็นภาพถ่ายกันเอง ถ่ายแบบง่าย ๆ แต่นี้แบบ โห เอาจริงเว้ย เหมือนมีเล่าประวัติ มีอะไรค่อนข้างครบ ผมยังคุยกับทีมงานเลยว่า นี่มันเหมือนกับถ่ายปกมาเสร็จแล้ว พร้อมออกเลย ผมจำไม่ได้ว่ามันมีเพลงอะไรบ้าง แต่พอดูข้อมูลว่าทำเพลงเองด้วยก็เลยสนใจ เพราะสนามหลวงเราอยากได้วงที่ทำเพลงเองด้วย ก็เลยเรียกมาคุย นี่แหละที่มาคืออย่างนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *