รีวิว Underwater มฤตยูใต้สมุทร – ยำหนังเอเลียนแค่เปลี่ยนไปอยู่ใต้ทะเล

รีวิว Underwater มฤตยูใต้สมุทร

รีวิว Underwater มฤตยูใต้สมุทร

รีวิว Underwater มฤตยูใต้สมุทร – ยำหนังเอเลียนแค่เปลี่ยนไปอยู่ใต้ทะเล เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ก้นทะเลลึกใต้มหาสมุทร นอรา (คริสเตน สจวร์ต) ต้องเผชิญกับวินาศภัยจากแท่นขุดเจาะพลังงานระเบิด เธอต้องร่วมมือกับทีมงานทั้ง รอดริโก (มามูดู เอธี) , สมิธ (จอห์น กัลลาเกอร์ จูเนียร์), เอมมิลี (เจสสิกา เฮนวิก), พอล (ทีเจ มิลเลอร์) และกัปตัน (วินเซนต์ กัสเซล) เพื่อออกเดินทางใต้ทะเลลึกไปยังแท่นขุดเจาะโรบัคที่มีกระสวยลี้ภัยสู่ผิวน้ำอยู่ โดยมีอุปสรรคสำคัญคืออสูรกายใต้ทะเลที่ไม่ยอมให้มนุษย์หน้าไหนรอดชีวิตไปได้ การเดินทางของโพรเจกต์ Underwater ของผู้กำกับ วิลเลียม อูแบงค์ (William Eubank) นับว่าลึกลับไม่แพ้หน้าหนังเลย เพราะจากข่าวที่เราพอหาได้คือโพรเจกต์เริ่มในปี 2017 แล้วมันก็อันตรธานหายไปจากการรับรู้จนกระทั่งมาโผล่ตัวอย่างหนังอีกทีก็ปี 2019 ที่ผ่านมาหลังดิสนีย์เข้าซื้อฟอกซ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งหนังอย่าง Underwater นี่แหละคือหนังที่ถือเป็นลายเซ็นเดิมของสตูดิโอฟอกซ์เลยทีเดียว ด้วยหน้าหนังตระกูลไซไฟสยองขวัญที่เคยมีงานของเจมส์ คาเมรอนอย่าง The Abyss และหนัง Alien ทุกภาคเป็นเหมือนแม่พิมพ์ชั้นดี

หนังตั้งใจให้เรื่องราวส่วนใหญ่ถูกบอกเล่าผ่านมุมมองของ นอรา ซึ่งก็ทำให้เรานึกถึงตัวละคร ริปลีย์ ของ Alien อย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นเราเลยเห็นการเดินตามรอยหนังรุ่นพ่อของมันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ปูถึงวิกฤติการณ์ของมันตั้งแต่ต้นเรื่องที่ทำให้ตัวละครนำต้องหาทางเอาตัวรอดร่วมกับคนกลุ่มหนึ่ง และเผชิญวิกฤติที่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ต่างอย่างชัดเจนคือการที่หนังเลือกละเลยการบอกเล่าที่มาที่ไปตัวละครจนเมื่อหนังจบเราจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากใบหน้านักแสดงที่เราพอจะคุ้นเคยว่านี่คือนางเอก นี่คือสาวสวย นี่คือกัปตัน นี่คนดำ นี่มีหนวดที่ถือตุ๊กตา ส่วนอีกหนวดก็ไม่มีอะไรเด่นเลย ซึ่งหากจะมองหนังแค่การดำเนินเรื่องที่ต้องการใส่ฉากตื่นเต้นเข้ามาก็คงพอทำเนา แต่พอหนังเลือกจะจบด้วยการให้ตัวละครที่คนดูควรผูกพันต้องเสียสละตัวเองอย่างกล้าหาญ เรากลับไม่รู้สึกอะไรเลยไปอย่างน่าเสียดาย

อีกจุดที่ทำให้หนังไม่มีจุดเด่นอะไรเลยคือการที่มันพึ่งพาฉากจากหนังที่มันอ้างอิงแบบแทบลอกมาหน้าด้าน ๆ เช่นฉากเอาตัวประหลาดกลับมาที่สถานีที่เอาแค่ใกล้ ๆ หนังอย่าง Life (2017) ก็เพิ่งเอาฉากผ่าเอเลียนมาทรีบิวต์ไปไม่นาน พอ Underwater เอามั่งมันเลยกลายเป็นเดจาวูที่คนดูนึกได้ทันทีว่าเคยเห็นซีนแบบนี้มาไม่นาน หรือกระทั่งมุกหนังสยองขวัญประเภทสัตว์ประหลาดอยู่ใต้น้ำก็อาจสืบไปได้ถึงหนังเกรดบีอย่าง Deep Rising (1998) ได้เลยทีเดียวรวมถึงการเปิดเรื่องด้วยข่าวหนังสือพิมพ์แถมมีสัตว์ประหลาดยักษ์ก็แน่นอนล่ะว่ามันทำให้นึกถึง Godzilla (2014) ได้แบบอัตโนมัติ ผลลัพธ์คือความตื่นเต้นและความออริจินัลของหนังที่ถูกลดทอนจนเหลือแค่งานรวมฮิตฉากจากหนังดังไปอย่างน่าเสียดาย ดูหนัง ไทย

ด้านคริสเตน สจ๊วร์ตที่ต้องมาแบกหนังทั้งเรื่อง อันนี้น่าชื่นชมจริง ๆ เพราะเธอต้องเป็นคนนำพาคนดูไปเผชิญความน่าสะพรึงกลัวต่าง ๆ ตั้งแต่วิกฤติสถานีขุดเจาะระเบิด ความแกร่งเท่ผสมเซ็กซี่ของเธอทำให้คนดูไม่อาจวางตาได้เลย และอย่างที่บอกว่าบทของเธอแทบจะเป็นร่างทรงของตัวละครริปลีย์ของซิเกอร์นีย์ วีเวอร์ ที่เคยไฝว่กับเอเลียนมาแล้ว ก็ทำให้เธอเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยหากมีการทำหนัง Alien ขึ้นมาอีก ด้านสาวสวยอย่าง เจสสิกา เฮนวิก จากซีรีส์ Iron Fist ทาง Netflix ก็พาหน้าตาสวย ๆ ของเธอมาทำให้หนุ่ม ๆ กระชุ่มกระชวยและลุ้นให้เธอรอดไปได้ทั้งเรื่อง แม้บทของเธอจะติดน่ารำคาญไปหน่อยแบบที่เขาจะ “ตายฮ่าาาา” กันอยู่แล้วมาชวนคุยเรื่องหมากันซะงั้นก็ตาม ส่วนนักแสดงผู้ชายผมรู้จักแค่ วินเซนต์ กัสเซล ในบทกัปตันที่ต้องบอกเลยว่า…. เอาใครมาเล่นก็ได้ จบ!

เอาจริง ๆ เลยตัวหนังไม่ได้แย่นะครับ แม้ทางดิสนีย์จะไม่โพรโมตหนังเรื่องนี้เท่าหนังในเครือฟอกซ์เรื่องอื่น โดยหนังมีครบเลยสำหรับใครที่คิดถึงหนังไซไฟสยองขวัญแบบถ้าชีวิตนี้พลาดหนังเรื่องไหนไป Underwater ก็รีเมกมันมาให้ดูแบบซีนต่อซีนทั้ง Alien, Life หรือกระทั่ง Godzilla เพียงแต่สร้างความแปลกใหม่ด้วยการเอาเหตุการณ์ลงไปอยู่ใต้ทะเลแทนซึ่งก็ดันไปคล้ายกับ The Abyss ของเจมส์ คาเมรอนอีก แต่เอาเถอะสำหรับใครที่หาหนังไซไฟสยองที่มีฉากแหวะ ๆ ดู Underwater ตอบโจทย์อยู่น้าาา

 

เปิดฉากด้วยการอวดเรือนร่างของตัวเอก ( คริสเท่น สจ๊วต ) กับบทพูดมึน ๆ งง ๆ จะส่งบทไปทางใหนก็ไม่รู้ แอบพาผมงง ไปเหมือนกัน ( จับพล็อตไปโน่น แต่เปล่า ไม่ใช่เลย 😂😂😂 ) หนังไม่ปูเนื้อเรื่องอะไรให้เลย ย้ำนะครับ “ไม่ปูเนื้อเรื่องอะไรเลย” ตั้งแต่ต้นจนจบ เนื้อเรื่องเดินไปกับปัจจุบันอย่างเดียว เดินไปข้างหน้าแบบเส้นตรง สถานการณ์บีบคั้นแต่ละอย่างก็ไม่สุด เป็นเสมือนฉากเดิม ๆ พล็อตเดิม ๆ ที่เคยเจอมาแล้ว ยกมาใส่ทั้งกระบิกันเลยทีเดียว ไม่ใส่มุขใส่อะไรให้มันแตกต่างจากหนังยุก ‘90-2000 แม้แต่น้อย การเดินเรื่อง หรือ เส้นเรื่อง คล้าย ๆ หนังเรื่อง “โพไซดอน ( Poseidon )” เลย แค่เปลี่ยนจากในเรือ มาเป็นใต้น้ำแค่นั้นเอง แต่เนื้อเรื่อง สู้ไม่ได้แบบไม่เห็นฝุ่น จะดูเอามันส์ เอาสนุก ก็หาฉากเด็ดไม่เจอ ( ฉากเปิดเรื่องเด็ดสุดละ 😂😂😂 ) การไล่ล่า ก็ขาด ๆ หาย ๆ ตัวละครฝั่งตัวร้าย บทจะโหดก็โหด บทจะง่อยก็ง่อยไปซะเฉย ๆ ยิ่งฉากท้าย ๆ พีค ๆ ถึงกับอุทานว่า “แล้วคุณเอ็งจะสร้างให้มันเวอร์อะไรขนาดนั้น ถ้าความสามารถมันแค่นี้?” ( ยืนมองเฉย ๆ สปอล์ยเลยละกัน 😂😂😂 ) ถามว่า หนังมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? มันก็ไม่แย่นะ แต่ดารานำกับโปรดักชั่นของเรื่อง บวกกับยุคสมัยนี้ หนังอินดี้หลาย ๆ เรื่องกับดูดีกว่าด้วยซ้ำ

มาดูข้อดีของหนังกันบ้าง ( เท่าที่หาเจอนะ ) หนังดำเนินเรื่องเร็ว ไม่เวิ่นเว้อ เข้าใจง่าย และต่อเนื่อง สามารถเดาจุดประสงค์ของการเดินเรื่องช็อตต่อไปได้เลย หนังทำมาให้ย่อยง่ายสำหรับคนที่ไม่คิดอะไรมาก ฉากลุ้นพอมีให้ดู 2-3 ฉาก แบบประปราย มีหักมุมบ้าง แต่ไม่ถึงกับว้าว ( มุขเก่าคลาสสิกเกินไป เดาได้ตั้งกะยังไม่เข้าฉาก )

พล็อตเรื่องนี้ไม่ได้ใหม่หรือมีอะไรแปลก เพราะหนังสัตว์ประหลาดแนวใต้ทะเลลึก เคยมีมานานแล้วคือ The Abyss ดิ่งขั้วมฤตยู (1989) ของเจมส์ คาเมรอน ซึ่งเป็นผลงานคลาสสิคของเขาที่ใครเป็นแฟนหนังสัตว์ประหลาดหรือแฟนของเจมส์ก็ต้องหามาดูให้ได้ ซึ่ง The Abyss ในยุคนั้นคือ การเริ่มงานภาพใต้น้ำของเจมส์ จนกลายมาเป็นสิ่งที่เขาหลงไหลสำรวจจริงจัง เลยทำให้ภาพวิชวลและ CG ต่างๆ สวยงามมาก แม้จะมาในยุคนี้ก็ยังรู้สึกว่าดีอยู่ดี ซึ่ง Underwater เลือกเดินตามรอยเรื่องนี้ ก็เป็นอะไรที่ชวนให้คิดว่าต้องแตกต่าง และมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอกับคนยุคนี้ที่ CG ไปไกลกว่าสมัยก่อนมาก รวมถึงไอเดียหนังสัตว์ประหลาดกินคนอะไรนี่มันค่อนข้างตกยุคแล้วในปัจจุบัน ไม่ค่อยมีทำกันออกมาเกร่อแบบสมัยก่อน ขนาดพวกหนังเกรดบียังเลือกที่จะไม่ทำแนวนี้สักเท่าไหร่เลยครับ เหตุผลหลักๆ ก็เพราะมันตัน โดนหยิบจับมาทำกันจนแทบหมดสปีชีส์กรุสัตว์ประหลาดแล้วก็ว่าได้

หนังมีความแปลกนิดหน่อยตรงที่เลือกนักแสดงหญิง คริสเต็น สจวร์ท ที่โด่งดังจาก Twilight มารับบทนำในภาพลักษณ์ผมสั้นเกรียนแบบเลสเบี้ยน พร้อมลุคดิบๆ ในบทช่างกลของบริษัทขุดเจาะน้ำมันในเรื่อง ซึ่งถ้าไม่บอกนี่จำไม่ได้จริงๆ ว่าเป็นเธอครับ ดูๆ ไปก็แอบคิดว่าคงตั้งใจสร้างตัวละครนี้ให้มีความคล้ายริปลีย์ในเอเลี่ยนที่เป็นต้นแบบหญิงเหล็กสู้กับสัตว์ประหลาดอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ว่าดาราจะดังแค่ไหนยังไงในหนังสัตว์ประหลาดบทของมนุษย์ก็เหมือนตัวละครสมทบเท่านั้น เพราะยังไงจุดประสงค์ของคนที่ตีตั๋วก็คือมาดูความน่ากลัวของสัตว์ประหลาดในเรื่องว่ามันเป็นตัวอะไร กินคนแบบไหน มีความแปลกพิสดารอะไรมั่ง รวมถึงจะเอาอะไรไปสู้กับมันได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มาในสูตรสำเร็จของหนังสัตว์ประหลาดทั่วไปทุกประการ เริ่มจากการปรากฎตัวลึกลับถล่มสถานีฐานขุดเจาะน้ำมันใต้ทะเล ซึ่งเปิดเรื่องมาก็เอาเลยถือว่าดีที่หนังเริ่มมาแบบนี้ แต่กลายเป็นเราจะได้เห็นแค่เสียงประหลาดคำรามก้องใต้ทะเลยาวเลยไม่เห็นตัวสักที หนังวางเรื่องราวให้สถานีแห่งนี้กำลังถล่ม พนักงานที่เหลือรอดจึงรวมตัวกันหาทางไปอีกสถานีที่ยังสภาพดีอยู่เพื่อรอการช่วย แต่การไปที่ตรงนั้นได้ต้องใส่ชุดดำน้ำเดินไปเท่านั้น ไม่มียาน

หนังเล่นเรื่องการเดินทางไปยังอีกฐานยาวมาก โดยให้เจอพวกอุปสรรคระหว่างทางจากการถล่มของซากกับแรงดันใต้น้ำมหาศาลที่ทำเอาร่างระบิดตูมเละเป็นโจ๊กในพริบตา คือเข้าใจอยู่ว่าหนังสัตว์ประหลาดต้องค่อยๆ เผยตัว แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะยื้อนานเกินไปสักหน่อย เพราะปาไปเกินครึ่งเรื่องแล้วพึ่งเห็นตัวกระเปี๊ยกโผล่มาครั้งแรก จากนั้นก็ค่อยๆ ผลุบๆ โผล่ๆ ตามมา ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามปิดบังกันซะขนาด แต่ก็ยังดีที่พอเผยตัวออกมาให้เห็น อาจจะไม่ขนาดชัดจะๆ เพราะหนังเป็นโลกใต้ทะเลลึกที่แสงน้อย ก็ยังเรียกว่ามีความน่ากลัวได้อยู่ แต่มันไม่ได้ดูครีเอทแปลกใหม่ ออกแนวผีพรายน้ำใต้ทะเลทำนองนั้น แต่หนังก็ยังมีก๊อกสุดท้ายเป็นตัวบอสยักษ์ แต่ก็ดันไปคล้ายๆ สัตว์ประหลาดยอดฮิตอย่าง “คราเคน” เข้าไปอีก โดยที่ในเรื่องไม่ได้มีปูโยงให้พอเข้าเค้าไปกับตำนานพวกนี้เลย แล้วก็ไม่ได้มีฉากสยองขวัญให้รู้สึกว่าเจ้าตัวบอสนี่มีอะไรพิเศษ นอกจากตัวใหญ่สุดๆ เท่านั้น ซึ่งถ้าย้อนไปดู The Abyss นี่ยังมีไอเดียสัตว์ประหลาดที่ล้ำกว่านี้มาก หรือแม้แต่ Deep Rising หนังสัตว์ประหลาดจากใต้ทะเลลึกของปี 1998 ก็ยังทำออกมาได้สยองขวัญและมีอะไรตื่นเต้นมากกว่าเยอะครับ

แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าสัตว์ประหลาดในเรื่อง ก็คือการสร้างโลกใต้น้ำให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในอวกาศ ด้วยชุดดำน้ำใต้ทะเลลึกที่แปลกตาแบบชุดอวกาศหนาๆ แบบหนังไซไฟ แล้วก็มีระบบการให้อ็อกซิเจนเหลวเป็นหลอดแก้วใส่ไว้ที่หลัง หนังสร้างชุดนี้มาให้คนดูเข้าใจได้เลยว่าเหมือนเป็นเกราะไว้ให้ทนทานต่อการโจมตีของสัตว์ประหลาดไปในตัว ซึ่งในเรื่องก็จะมีฉากทำนองตัวละครโดนจู่โจมจับกิน แต่ว่าก็เจาะชุดเข้าไปไม่ได้ แล้วชุดก็มีระบบไฟส่องสว่างกับการมองแบบอินฟาเรดมาเป็นตัวช่วยลุ้นระทึกได้อีกนิดหน่อย เนื่องจากเจ้าตัวประหลาดในเรื่องเกี่ยวพันกับแสงโดยตรง แต่ก็กลายเป็นจุดย้อนแย้งทำให้เหตุผลการโจมตีพวกตัวเอกไม่เมคเซนส์ไปเหมือนกัน เนื่องจากสถานีใต้น้ำแห่งนี้ก็มีแสงสว่างเปิดไว้เยอะแยะเต็มไปหมด

หนังมีความพยายามจะปูดราม่า ความกล้าหาญ เสียสละหยอดไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องเพื่อมาใช้กับตอนจบเรื่อง ซึ่งบอกตรงๆ ว่าดูดีแต่ไม่เข้าท่า ไม่เมคเซนส์ตั้งแต่แรกเลยว่าคนพึ่งเจอกันแท้ๆ ดันยอมเสียสละให้อีกฝ่ายทันทีได้ไง ทั้งๆ ที่มีทางออกแบบอื่นที่เป็นไปได้มากกว่า รวมถึงการที่ตัวละครหลายตัวพยายามปูให้มีแบ็คกราวด์ซึ้งๆ ไว้นิดหน่อย แต่รวมๆ แล้วพอเจอพูดย้ำๆ แต่เรื่องพวกนี้ทำเอาคนดูรำคาญมากกว่าจะรู้สึกว่าเอาใจช่วย และหนังยังเต็มไปด้วยบทพูดเล่นเรื่อยเปื่อยตามทางมากเกินไป อารมณ์จะตายอยู่แล้วปากยังว่างชวนคุยเล่นไปเรื่อย จนกลายเป็นว่าน่ารำคาญและพาลเกลียดตัวละครพวกนี้ไปเลย

แม้หนังอาจจะไม่ถึงขั้นหายนะ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ขนาดที่ว่าแฟนหนังสัตว์ประหลาด (อย่างผม) ยังรู้สึกเฉยๆ คือทำออกมาในยุคนี้ควรทำได้ดีกว่านี้ทั้งบท ความสยอง ตัวสัตว์ประหลาด แต่เรื่องนี้หาความสดใหม่อะไรไม่ได้เลยจริงๆ แถมกว่าจะโผล่ออกมาเต็มๆ ก็ท้ายเรื่องใกล้จบแล้ว แต่ถ้ายังเป็นคนชอบดูหนังแนวๆ นี้ก็ถือว่าโอเคครับ เพราะไม่ค่อยไม่มีมาให้ดูอยู่แล้ว ก็ถือว่าพอได้ไม่เสียดายค่าตั๋วอยู่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *