คุณลักษณะของบ้านที่ดีเป็นแบบไหน

คุณลักษณะของบ้านที่ดีเป็นแบบไหน องค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน

คุณลักษณะของบ้านที่ดีเป็นแบบไหน

คุณลักษณะของบ้านที่ดีเป็นแบบไหน

คุณลักษณะของบ้านที่ดีเป็นแบบไหน องค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของบ้าน วิธีง่ายๆที่จะเปลี่ยนบ้านของคุณให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น บ้านที่ดีจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะพื้นฐานอย่างน้อย 4 ประการ ดังต่อไปนี้
1. มีความสวยงามเรียบร้อย ออกแบบบ้าน
2. มีความมั่นคงแข็งแรง
3. ให้ประโยชน์ใช้สอยได้ดี
4. บำรุงรักษาง่าย
จากคุณลักษณะทั้ง 4 ประการดังกล่าว จะเห็นได้ว่าบ้านที่ดีอย่างน้อยควรมีลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการพื้นฐานของคน
ทั่วๆ ไป กล่าวคือ สามารถให้ความสุขและความสะดวกสบายแก่ผู้อยู่อาศัยโดยมิได้ขึ้นกับขนาด ความหรูหราหรือราคาเท่านั้น เพราะสิ่ง
เหล่านี้ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะก่อให้เกิดความสุขและความพอใจแก่ผู้อยู่อาศัยได้เสมอไป

 

คุณภาพของบ้านจะต้องเกิดจากองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการดังนี้
1. การออกแบบ
การออกแบบถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบ้าน เพราะแบบบ้านจะเป็นสิ่งที่ระบุถึงรูปร่างหน้าตาและขนาด
ของบ้าน โครงสร้างตั้งแต่การลงเสาเข็มรวมทั้งการวางเสาและคาน ตลอดจนถึงการกำหนดข้อมูลจำเพาะต่างๆ (specification) และ
วัสดุที่จะนำมาใช้ การสร้างบ้านจะต้องยึดถือข้อกำหนดและรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฎในแบบเป็นพื้นฐาน ถ้าการออกแบบไม่ดีหรือการ
ให้ข้อกำหนดในแบบผิดพลาด บ้านที่ออกมาก็จะผิดพลาดตามแบบไปด้วย เช่น การกำหนดเหล็กเส้นผิดขนาด การกำหนดเสาเข็มผิด
ขนาด การออกแบบเสาและคานที่ไม่สัมพันธ์กับการรับน้ำหนัก เป็นต้น ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวบ้านได้ทั้งใน
ด้านของรูปแบบ โครงสร้าง และความแข็งแรง อีกทั้งการแก้ไขในภายหลังก็อาจกระทำได้ลำบาก จึงควรมีการศึกษาแบบบ้านให้รอบ
คอบก่อนการสร้างบ้าน หรืออย่างน้อยก็ควรจะใช้แบบบ้านของผู้ออกแบบที่ผลงานมีมาตรฐานและได้รับความเชื่อถือในการสร้างบ้าน
มาก่อน

2. การเลือกใช้วัสดุ
การเลือกใช้วัสดุ
วัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านนับว่ามีความสำคัญต่อตัวบ้านควบคู่กันกับการออกแบบบ้านเลยทีเดียว เพราะในแบบบ้านแต่ละ
ฉบับจะมีการระบุถึงวัสดุที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ยกเว้นเพียงวัสดุในแง่ของความสวยงามบางอย่างเท่านั้นซึ่งอาจละไว้ให้เจ้า
ของบ้านระบุเพิ่มเติมเองในภายหลัง วัสดุที่ใช้จะมีผลต่อคุณภาพของบ้านโดยตรง ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพย่อมส่งผลให้บ้าน
นั้นมีความมั่นคงแข็งแรงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ต้องซ่อมแซมกับบ่อยๆ ในภายหลัง โดยเฉพาะวัสดุที่ต้องติดตรึงเข้ากับตัว
อาคาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร หรือสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยากในภายหลัง ควรจะมีการศึกษาและพิจารณากันเป็นพิเศษ
ตัวอย่างเช่น การเลือกชนิดของท่อน้ำประปา ท่อร้อยสายไฟ บ้านพับประตู ลูกบิดประตู วัสดุทำหลังคาและฝ้าเพดาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้
ถ้าเจ้าของบ้านมีโอกาสได้ศึกษาหาข้อมูลและมีโอกาสได้เลือกหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้บ้านที่
ปลูกนั้นให้ประโยชน์ใช้สอยได้เต็มที่ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย อีกทั้งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย

3. ขั้นตอนและกรรมวิธีการปลูกสร้าง
ขั้นตอนและกรรมวิธีการปลูกสร้างนับเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งซึ่งหลายคนอาจมองข้ามหรือไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่
ควรเพราะคิดว่าทุกอย่างถ้าทำตามแบบก็น่าจะเพียงพอแล้ว อันที่จริงแม้ว่าบ้านจะออกแบบไว้ดีเพียงใดหรือเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพดี
ขนาดไหนก็ตาม ถ้าขั้นตอนหรือกรรมวิธีการปลูกสร้างทำได้ไม่ถูกต้องก็อาจจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อบ้านหลังนั้นได้ เช่น การ
ผสมคอนกรีตไม่ถูกส่วน การเชื่อมรอยต่อของเหล็กโครงหลังคาไม่แน่นหนา การให้พื้นรับน้ำหนักขณะที่คอนกรีตที่ใช้เทพื้นยังแข็งตัว
ไม่เต็มที่ การทาสีโดยไม่ทำความสะอาดพื้นผิวเสียก่อน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อคุณภาพของบ้านทั้งสิ้นทั้งในแง่ของการใช้งานและ
ความสวยงาม
การป้องกันปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นเลยนั้นมักกระทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยการควบคุมดูแลจากหลายฝ่ายอย่างใกล้ชิด
และต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่เริ่มปลูกบ้านจนกระทั่งแล้วเสร็จ แต่การลดปัญหาดังกล่าวก็อาจทำได้โดยการเลือกผู้รับเหมา
ที่มีความชำนาญงานและไว้ใจได้ ในขณะเดียวกันเจ้าของบ้านก็ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้บ้าง หรืออย่างน้อยก็ควรจะสละ
เวลาไปตรวจสอบดูแลการปลูกสร้างบ้าน สิ่งเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดความลำบากและเสียเวลาบ้างในช่วงแรก แต่ถ้าได้บ้านที่เรียบร้อย
และมีคุณภาพตามที่คาดหวังไว้แล้วผู้อยู่อาศัยก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขไปได้อีกนานเท่านาน

4. ฝืมือช่าง
บ้านที่ปลูกสร้างได้อย่างสวยงามมีความประณีตเรียบร้อยย่อมจะเป็นที่ตรึงตาตรึงใจแก่ผู้พบเห็นหรือผู้มาเยือน และสร้าง
ความสุขความภูมิใจให้แก่เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัย การสร้างบ้านแต่ละหลังจำเป็นต้องใช้ความรู้ทั้งทางด้านเทคนิคและศิลปะควบคู่
กันไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ผสมผสานอยู่ด้วยกัน
บ้านที่ขาดประณีตศิลป์ในการปลูกสร้าง อาทิ การปูกระเบื้องที่ไม่ได้แนวหรือเว้นห้องห่างเกินไป การก่อผนังที่ไม่ได้ฉาก
หรือผนังมีลักษณะเป็นคลื่นเป็นลอนการทำร่องประตูหรือหน้าต่างใหญ่เกินไป การติดตั้งดวงโคมเอียงหรือไม่ได้แนว เป็นต้น จริงอยู่ถึง
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะยังคงสามารถใช้งานได้ แต่บ้านที่ได้ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นบ้านที่สมบูรณ์เรียบร้อย ทำให้เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัย
อาจจะยังมีความขัดข้องใจแฝงอยู่
การป้องกันปัญหาเหล่านี้เจ้าของบ้านสามารถทำได้โดยการหาโอกาสศึกษาจากตัวอย่างบ้านที่ปลูกเสร็จแล้วหลายๆหลังแล้ว
นำมาเปรียบเทียบกันและปรึกษากับผู้รับเหมาถึงรายละเอียดต่างๆในจุดที่ต้องการ เพื่อให้การปลูกสร้างบ้านกระทำอย่างระมัดระวังยิ่ง
ขึ้นซึ่งจะช่วยแก้หรือลดปัญหาเหล่านี้ได้ ถ้าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงคิดแก้ไขภายหลังก็อาจจะเหลือวิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียว
เท่านั้นนั่นคือ การทำใจให้ยอมรับสภาพบกพร่องที่เกิดขึ้น
ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นแนวทางให้ได้ทราบว่าบ้านที่ดีหรือบ้านที่มีคุณภาพดีควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร บ้านที่
ดีเกิดจากองค์ประกอบอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านหรือผู้อ่านมองเห็นภาพของการปลูกสร้างบ้านได้กว้างขึ้น และเพื่อ
เป็นแนวทางพิจารณาถึงความต้องการของแต่ละคนว่าต้องการจะได้บ้านอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะได้ผลตามที่ต้องการนั้น เพราะ
การปลูกบ้านหรือซื้อบ้านแต่ละหลังอาจจะหมายถึงการใช้เงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต และบ้านก็อาจเป็นถาวรวัตถุอันมีค่าที่จะอยู่กับ
เราไปตราบชั่วชีวิต ฉะนั้นการเตรียมการให้พร้อมและเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวยย่อมจะช่วยให้บ้านอันมี
ค่าเสร็จสมบูรณ์และได้ผลดังใจปรารถนา

 

วิธีการทำให้บ้านมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น
1. ควรจัดหรือตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย ไม่รกรุงรัง หรือวางข้าวของทิ้งระเกะระกะ รวมไปถึงต้องจัดบ้านให้สามารถมีแดดส่องถึงได้ เพราะมีการวิจัยบางตัวเคยบอกว่า การที่บ้านมีลักษณะมืดๆทึบๆ นั้นไม่ชวนให้น่าอยู่เท่าไหร่นัก นอกจากนั้นห้องต่างๆ ภายในบ้านควรจัดให้มีความโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำให้ไม่อับจนน่าอึดอัดนั่นเอง

2. หมั่นทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยให้สกปรกหรือรกรุงรัง เพราะความสะอาดนั้นมีผลต่อการอยู่อาศัยอย่างมาก ถึงแม้ท่านผู้อ่านก็คงไม่ชอบที่จะอยู่ในบ้านรกๆ ไม่เคยกวาดหรือถูพื้นสักเท่าไหร่หรอกใช่ไหม ตามหลักแล้วเราจึงควรทำความสะอาดด้วยการกวาดบ้านวันละครั้งเป็นอย่างน้อย และหมั่นถูพื้น ปัดหยากไย่อยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ จะช่วยให้บ้านดูน่าอยู่มากขึ้น

3. จัดห้องต่างๆ รวมถึงของใช้เป็นหมวดหมู่อย่างเหมาะสม เช่น ห้องครัวก็จัดตู้หรือชั้นวางต่างๆ สำหรับวางจนและของใช้ในครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นต้องแยกเป็นสัดส่วน นอกจากนั้นหากบ้านของคุณมีเด็ก จะต้องแยกเป็นโซนของเด็กต่างหาก เพราะเด็กนั้นมักจะมีของเล่นต่างๆ มากมาย ดังนั้นการแยกส่วนจะทำให้บ้านดูน่าอยู่และไม่รกหูรกตานั่นเอง

4. มีบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ดี มีความปรองดองไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่จะช่วยส่งเสริมให้บ้านน่าอยู่ เพราะหากทุกคนในบ้านไม่ดูแลเอาใจใส่กัน หรือต่างคนต่างอยู่ ต่อให้บ้านสวยแค่ไหน หรือสะอาดเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เกิดความรู้สึกที่น่าอยู่ได้ ดังนั้นก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่าคนในครอบครัวควรหันหน้าเข้าหากันและช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน

จะเห็นได้ว่า การที่บ้านจะมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น จะต้องประกอบไปด้วยสองส่วน คือรูปลักษณ์ของตัวบ้าน และพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในบ้าน ซึ่งทั้งสองส่วนหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปคงไม่สามารถทำให้บ้านดูน่าอยู่ได้เท่าที่ควร ดังนั้นสมาชิกในบ้านต้องช่วยกันดูแลและสอดส่อง เพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่นั่นเอง

 

การออกแบบบ้าน

1. การจัดพื้นที่เป็นสัดส่วน การจัดพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนสามารถลดปัญหาขัดแย้งภายในบ้านได้เช่น การฟังเพลง การดูโทรทัศน์ การทำการบ้าน การนอน การทานอาหาร การทำครัว การสังสรรค์ หรือประหยัดพลังงานเมื่อใช้เครื่องปรับอากาศ หรือป้องกันเสียง และกลิ่นรบกวน หรือป้องกันยุง
2. แสงธรรมชาติ การจัดให้ทุกพื้นที่ได้รับแสงธรรมชาติ ช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศที่น่า แสงธรรมชาติควรจะมาจาก ส่วนบนของห้อง จะทำให้การกระจายแสงดี และแสงไม่จ้า ดังนั้น สีของเพดานจึงควรจะเป็นสีออกสว่าง ส่วนสีผนัง หากใช้สีสว่างเกินไปจะจ้า จึงควรคล้ำลงบ้าง
3. การระบายอากาศ ห้องที่ควรจะใช้หลักการระบายอากาศตามธรรมชาติ ได้แก่ ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องทานอาหาร ห้องพักผ่อน เป็นต้น
4. การปรับอากาศ ห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่คนใช้เวลาอยู่มากที่สุด ใช้เครื่องปรับอากาศกันเป็นส่วนใหญ่ ห้องนอนจึงต้องออกแบบให้มีสภาพของห้องเย็น คือมีฉนวนป้องกันความร้อนอย่างดี จึงจะใช้เครื่องปรับอากาศเล็กนิดเดียว แล้วจะได้ไม่เปลืองไฟ ตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่นำความร้อนกลับเข้ามา ส่วนของเครื่องเป่าลมเย็น จะต้องไม่เป่าโดนตัวให้การกระจายลมดี และทำความสะอาดได้ง่าย
5. การป้องกันเสียง เสียงรบกวนมักจะมาจาก เสียงรบกวนจากข้างบ้าน จากถนน กิจกรรมในบ้าน เครื่องระบายความร้อน ห้องน้ำ ดังนั้น จึงควรป้องกันเสียงจากที่ต่างๆนี้ เช่น การใช้หน้าต่าง ที่ไม่เปิดรับเสียงรบกวนจากภายนอกโดยตรง, การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานให้เป็นสัดส่วน, การกั้นผนังห้องน้ำยันพื้นเพดาน และใช้ประตูทึบ, การกั้นผนังห้อง การตั้งเครื่องระบายความร้อน ไม่ให้เสียงรบกวนบ้านของตัวเอง และบ้านของคนอื่น

 

ลักษณะของวิธีการสร้างสภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) มี 2 ประเภทด้วยกันคือ

Passive เป็นวิธีการที่สามารถประหยัดพลังงานมากเพราะใช้ระบบตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องสร้างสภาวะน่าสบาย เช่น การวางแนวยาว ของอาคารขวาง กับทิศทางของลม เพื่อให้ลมพาเอาความเย็นเข้ามา หรือพาเอาความร้อนออกไป การใช้ต้นไม้ และร่มเงาไม้ควบคุมทิศทางลม การใช้หลังคาทรงสูงเพื่อลดอุณหภูมิของห้อง และสร้างปรากฏการณ์ เลียนแบบธรรมชาติ เพื่อควบคุม การไหลของลม ลักษณะวิธีการสร้าง สภาวะน่าสบาย แบบนี้จำเป็นต้องใช้หลายวิธีด้วยหลักการบูรณาการ (Integration) เข้ามาร่วม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

Active เป็นวิธีการที่ง่าย และได้สภาวะน่าสบายที่รวดเร็วที่สุด ในปัจจุบันใช้อย่างแพร่หลาย คือ ระบบการปรับอากาศ (Air condition system) การใช้ระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อปรับสภาพภายในบริเวณที่เราต้องการให้เกิดสภาวะน่าสบายเกิดขึ้น แต่เป็นวิธีการที่ต้องใช้ พลังงานสูง และคนส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และมากเกินความจำเป็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *